The Knowledge Provider | Advanced Research Group

Back

SEO 2023 : เทรนด์ SEO สำคัญที่คนมีเว็บไซต์ต้องรู้

SEO 2023 : เทรนด์ SEO สำคัญที่คนมีเว็บไซต์ต้องรู้

20-08-2023

            เมื่อนึกถึงคำว่า SEO คนทำเว็บน่าจะเข้าใจดี เนื่องจากเป็นสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจบนออนไลน์สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้มากขึ้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมาการทำ SEO ได้รับความสนใจจากคนทำเว็บเป็นอย่างมาก เพราะให้ผลลัพธ์ที่ไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงเท่าการทำโฆษณาบนออนไลน์ ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลามากกว่าก็ตาม อย่างไรก็ตาม SEO มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะอัลกอริทึมของเครื่องมือค้นหาได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ฉลาดขึ้น และทำให้ผู้ใช้หรือผู้เข้าชมได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ซึ่งหมายความว่าการติดตามแนวโน้ม SEO ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอและปรับกลยุทธ์ SEO ของคุณให้สอดคล้องเป็นสิ่งสำคัญ มิฉะนั้นการจัดอันดับการค้นหาและปริมาณการใช้งานของคุณจะเริ่มลดลงทันที

มาดูกันว่าสิ่งที่คนทำเว็บไซต์ต้องรู้เกี่ยวกับ SEO มีอะไรบ้าง?

มุ่งเน้นไปที่เจตนาในการค้นหา (Search Intent) ของผู้ใช้ให้มากขึ้น

 

 

            ความสำคัญของ  Search Intent ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นี่เป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการค้นหาที่ต้องการให้เนื้อหา หรือข้อมูลบนเว็บไซต์สอดคล้องกับความเจตนาในการค้นหาของผู้ใช้ โดย Search Intent หมายถึงจุดประสงค์หลักของการค้นหาของผู้ใช้ ให้เราลองดูพฤติกรรมของผู้ใช้และลองกำหนดว่าสิ่งที่บุคคลนั้นพยายามค้นหาคืออะไร?

            เนื่องจาก Search engines ได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งของการปรับ UX มาจากการทำความเข้าใจ Search Intent และจากการเพิ่มประสิทธิภาพ Core Web Vitals  เช่น ความเร็วของหน้าและการเข้าถึง ไม่ว่าผู้ใช้ของคุณจะเข้าชมเสิร์ชเอนจิน (Search Engines) ยักษ์ใหญ่อย่าง Google หรือคู่แข่งอย่าง Bing การจัดเนื้อหาหรือข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ในการค้นหาของผู้ใช้นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท โดยแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์เฉพาะที่แตกต่างกันไปด้วย

  • ตั้งใจค้นหาเพื่อหาข้อมูล (Informational Intent) : เมื่อเราค้นหาอันดับแรกที่ต้องการรู้คือข้อมูล ผู้ที่ต้องการหาข้อมูลโดยส่วนใหญ่จะมีข้อความค้นหาข้อมูลอยู่ในใจที่เฉพาะเจาะจง และต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ตัวอย่างเช่น การแสดงรุปภาพ เพื่อให้ผู้ใช้ค้นหาสิ่งที่ต้องการอย่างง่ายดายใน Google เราจะเห็นได้ว่าผู้ที่ค้นหาคำว่า “อินเทอร์เน็ต” มักค้นหาความรู้ที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เมื่อผู้ใช้เห็นรูปเขาจะคลิกรูปภาพ เพื่อดูข้อมูลที่ต้องการ ยิ่งรูปมีข้อมูลที่ต้องการก็จะทำให้ผู้ใช้คลิกมากขึ้น นี่คือหนึ่งในกลยุทธ์ของปีนี้

Informational-Intent-ตั้งใจค้นหา

  • ตั้งใจค้นหาเพื่อค้นหา หรือนำทางไปยังเว็บไซต์ที่ต้องการ (Navigational intent) : นี่เป็นการค้นหาที่มีความตั้งใจเพื่อไปยังเว็บไซต์ที่ตัวเองต้องการโดยเฉพาะ เช่น ผู้ค้นหาชื่อแบรนด์ตรง ๆ “Wewyn” นั่นแสดงว่าผู้ใช้เหล่านั้นมักจะมองหาเว็บไซต์หลักหรือออฟฟิเชียลของแบรนด์หรือบริษัทนั้น ๆ  สิ่งนี้จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับอยู่ในหน้าแรกของการค้นหา เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผู้คนกำลังมองหาโดยตรง หรือในบางครั้งก็ใช้ Location ในการค้นหา เช่น ไอคอนสยาม ร้านอาหาร เป็นต้น

Navigational intent-ค้นหา

  • ตั้งใจค้นหาเพื่อตัดสินใจซื้อ (Transactional Intent) :  การค้นหาที่มีเจตนาในการกระทำบางอย่าง เช่นต้องการซื้อ หรือต้องการติดต่อ บางทีคนทำเว็บเหล่านี้อาจทำการตลาดผ่านช่องทางการตลาดต่าง ๆ เพื่อให้สินค้าปรากฏให้ผู้ใช้ที่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์เห็น ซึ่งผู้ใช้ที่มีความตั้งใจซื้อ พวกเขาจะทำการค้นหาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น “iPhone 14 Pro” โดยมีจุดประสงค์เพื่อซื้อสินค้าหรือเปรียบเทียบราคา หากคุณต้องการจัดอันดับหน้าเว็บในผลการค้นหา โดยไม่ได้ซื้อโฆษณา ให้ดูว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาที่มีจุดประสงค์ในการค้นหาจริง ๆ หรือไม่ ตัวอย่างเช่น โพสต์ที่กำหนดเป้าหมายคำค้นหาโดยมีเจตนาในการให้ข้อมูลนั้นมีการเจาะลึกมากและให้ข้อมูลทั้งหมดที่ผู้ใช้ต้องการหรือไม่ วิธีนี้จะช่วยให้คุณมีอันดับที่ดีขึ้นในผลการค้นหา อีกทั้งยังเพิ่มการเข้าชม และเพิ่มเวลาให้กับหน้าเว็บไซต์ของคุณ

 

จัดกลุ่ม Keyword ให้เป็นกลุ่มเดียวกัน

            การทำ Keyword research ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากทุกครั้งที่มีการอัปเดต Core Web Vitals ของ Google จะเข้าใจเจตนาของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น การใช้จัดคีย์เวิร์ดเป็นกลุ่ม โดยการจับคำหลาย ๆ คำที่มีความใกล้เคียงกันทั้งคำหลักและคำรอง ให้มาอยู่ในกลุ่มเดียวกันเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ดีกว่าการโฟกัสไปที่คำเดียวในคอนเทนต์นั้น ๆ 

            ตัวอย่าง : ธุรกิจของคุณขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรตีน หากคุณใช้คำว่า ‘โปรตีน’ เป็นคำหลักคำเดียวในเนื้อหา อาจไม่ทำให้การจัดอันดับของคุณดีขึ้น นอกจากนี้อาจเจอการจำกัดส่วนแบ่งการตลาดอีกด้วย ดังนั้นจึงควรเพิ่มกลุ่มคำอื่น ๆ เช่น โปรตีนจากไข่ขาวและโปรตีนจากพืช ลงในเนื้อหาของคุณบนเว็บไซต์ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ค้นหาที่กว้างขึ้น

 

เว็บไซต์ควรมีโครงสร้างที่เหมาะสมที่สุด

 

             เมื่อคุณพิมพ์ข้อความค้นหาในแถบค้นหาของ Google คุณอาจสังเกตเห็นช่องด้านบนผลการค้นหาที่ด้านบน นั่นเป็นตัวอย่างข้อมูลแนะนำ (ถ้าเป็นโฆษณา จะมีคำว่าโฆษณาแสดงให้เห็น) การที่เว็บไซต์หรือเนื้อหาของคุณจะขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ มักมีโครงสร้าง เช่น คำถาม & คำตอบ หรือวิธีการต่าง ๆ รวมถึงรูปภาพของผลิตภัณฑ์ รีวิว และข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม ข้อมูลควรกระชับและให้ข้อมูลที่ครบถ้วน หลีกเลี่ยงประโยคที่ซับซ้อนและอย่าลืมใช้ภาพที่ดึงดูดสายตา

 

สร้างคอนเทนต์ที่มีความยาว หรือมีข้อมูลปริมาณมาก (Long-Form Content)

 

            เนื้อหาที่เหมาะสมกับ SEO เน้นว่าเนื้อหาควรมีความยาวและน่าดึงดูด แถมยังสร้างการแชร์ได้มากกว่าเดิม เพราะครอบคลุมกว่าเนื้อหาสั้น ๆ  ดังนั้นเมื่อคุณเขียนเนื้อหาให้เน้นที่การสร้างลิงก์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถไปต่อในหน้าอื่น ๆ หรือย้อนกลับมาอ่านเนื้อหาในหน้าเดิมอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้อยู่ในเว็บไซต์นานยิ่งขึ้น เนื่องจากเนื้อหาที่ยาวมักตรงกับ E-A-T (Expertise, Authority, และ Trustworthy) ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการค้นหา

            เทรนด์ SEO นี้ต้องการให้คุณมุ่งเน้นที่การสร้างเนื้อหาที่มีความยาวบนเว็บไซต์ นั่นหมายความว่าบทความหรือบล็อกโพสต์ของคุณจะต้องเจาะลึกและครอบคลุมหัวข้อทั้งหมด อย่างไรก็ตามคอนเทนต์ที่มีจำนวนคำมากกว่า 2,000 คำ อาจจะดูน่าเบื่อเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ให้แบ่งออกเป็นหัวข้อย่อย H2, H3 หรือ H4

 

ปรับแต่งเว็บให้เหมาะสมกับผู้ใช้ทั้งบนอุปกรณ์มือถือและแท็บเล็ต : Mobile Optimization

           ในปัจจุบันการเข้าชมออนไลน์มากกว่าครึ่งมาจากอุปกรณ์มือถือ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้ทั้งบนอุปกรณ์มือถือและแท็บเล็ต จะได้รับประสบการณ์ใช้งานเว็บไซต์ที่ดีที่สุดในอุปกรณ์นั้น ๆ ตัวอย่างในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้บนอุปกรณ์มือถือ คือ

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้ได้ เช่นการเตะปุ่มไปยังหน้าอื่น ๆ เป็นต้น
  • ไม่ควรมี Pop-up เยอะเกินไป
  • สร้างปุ่มขนาดพอดีกับอุปกรณ์ เพื่อให้ง่ายต่อการคลิก
  • ขนาดของรูปต้องไม่ใหญ่เกินไป เพื่อง่ายต่อความเร็วของหน้าเว็บ

 

บอกต่อ : 
The Knowledge Provider (AR Group)

Back